
กัณฑ์ที่ ๖ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐
ความหมาย
คำว่า นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ คำว่า นิสสัคคิยะ แปลว่า
สิ่งของอันควรสละ และคำว่า ปาจิตตีย์ แปลว่า การละเมิดอันยังกุศลให้ตกไป หมายถึง
อาบัติปาจิตตีย์ให้ต้องสละสิ่งของจึงแสดงอาบัติตก กล่าวคือ ภิกษุเมื่อล่วงละเมิดสิกขาบทใด
สิกขาบทหนึ่งเข้าแล้ว ก่อนที่จะแสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ คณะหรือบุคคล ต้องสละสิ่งของที่
เป็นเหตุให้ต้องอาบัติเสียก่อน จึงจะแสดงอาบัติตก ทรงบัญญัติขึ้นเพื่อปรับโทษแก่ภิกษุผู้ใช้สอย
เครื่องอุปโภคบริโภค เช่น บาตร จีวร ผ้าปูนั่ง เป็นต้น ในทางที่ไม่เหมาะสม จัดเป็น ๓ วรรค
วรรคละ ๑๐ สิกขาบท ดังนี้
ก. จีวรวรรค หมวดว่าด้วยจีวร ๑๐ สิกขาบท
๑. ภิกษุทรงอติเรกจีวรได้เพียง ๑๐ วัน เป็นอย่างยิ่ง ถ้าล่วง ๑๐ วันไป ต้อง
นิสสัคคิยปาจิตตีย์
Continue reading →
๒. ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวร แม้เพียงคืนเดียว ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้
แต่ได้สมมติ
ไตรจีวร แปลว่า ผ้า ๓ ผืน คือ อันตรวาสก ผ้านุ่ง (คนไทยเรียกว่า สบง) อุตตราสงค์
ผ้าห่ม (จีวร) และสังฆาฏิ ผ้าซ้อนหรือผ้าคลุม (ผ้าพาดบ่า) เป็นผ้าที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุ
อธิษฐานเป็นบริขารประจำตัวตั้งแต่วันบวช เรียกว่า จีวรอธิษฐาน หรือ ไตรครอง ก็ได้
กำหนดให้ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรได้ คือ ที่อยู่ของภิกษุ เช่น บริเวณวัด ในกุฏิ
ซึ่งอยู่ในภายในสีมา ที่ได้สมมติติจีวราวิปปวาส คือ สถานที่ที่อยู่ปราศจากไตรจีวรไม่ได้
ให้เป็นสถานที่ที่อยู่ปราศจากได้ ได้แก่
๑. สิ่งปลูกสร้าง ได้แก่ กุฎี วิหาร ศาลา เรือน เป็นต้น ถ้าภิกษุอยู่รูปเดียวกำหนด
เอาทั้งหลังเป็นเขต
ถ้าอยู่ ๒ รูป กำหนดเอาเฉพาะห้องที่เก็บผ้า ถ้าอยู่หลายรูปในห้องเดียว กำหนดเอา
หัตถบาส ห่างจากตัวประมาณ ๑ ศอก
Continue reading →
๔. ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่มิใช่ญาติ ให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้ทุบก็ดี ซึ่งจีวรเก่า
ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์
คำวา่ จีวรเกา่ หมายถึง ผา้ ที่ใชนุ้ง่ หม่ แลว้ แมค้ ราวเดียว
คำว่า ญาติ หมายถึง คนที่เกี่ยวเนื่องกันโดยสายเลือดทางบิดาหรือมารดา เจ็ด
ชั่วโคตรโดยนับลำดับเหนือขึ้นไปจากตัวเองสามชั้น และนับลำดับต่ำลงมาอีกสามชั้น รวม
เป็น ๗ ชั้น ส่วนสามี – ภรรยา เขย หรือสะใภ้ ถ้ามิได้เกี่ยวข้องกันด้วยสายเลือด ๗ ชั่วโคตร
ไม่นับว่าเป็นญาติ
ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่มิใช่ญาติให้เอาจีวรเก่าไปซัก หรือย้อม หรือทุบ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถ้าใช้ให้ทำ ๓ อย่างพร้อมกัน ทำอย่างแรกเสร็จเป็นนิสสัคคีย์ ทำ ๒
อย่างหลังเสร็จ เป็นทุกกฏ ใช้ให้ซักผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน เป็นอาบัติทุกกฎ
ภิกษุใช้ให้ซัก ย้อม หรือทุบจีวรใหม่ หรือบริขารอื่น นอกจากจีวร หรือเขาทำเอง
ภิกษุไม่ได้ใช้ ไม่เป็นอาบัติ
Continue reading →
๔. ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่มิใช่ญาติ ให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้ทุบก็ดี ซึ่งจีวรเก่า
ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์
คำวา่ จีวรเกา่ หมายถึง ผา้ ที่ใชนุ้ง่ หม่ แลว้ แมค้ ราวเดียว
คำว่า ญาติ หมายถึง คนที่เกี่ยวเนื่องกันโดยสายเลือดทางบิดาหรือมารดา เจ็ด
ชั่วโคตรโดยนับลำดับเหนือขึ้นไปจากตัวเองสามชั้น และนับลำดับต่ำลงมาอีกสามชั้น รวม
เป็น ๗ ชั้น ส่วนสามี – ภรรยา เขย หรือสะใภ้ ถ้ามิได้เกี่ยวข้องกันด้วยสายเลือด ๗ ชั่วโคตร
ไม่นับว่าเป็นญาติ
ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่มิใช่ญาติให้เอาจีวรเก่าไปซัก หรือย้อม หรือทุบ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถ้าใช้ให้ทำ ๓ อย่างพร้อมกัน ทำอย่างแรกเสร็จเป็นนิสสัคคีย์ ทำ ๒
อย่างหลังเสร็จ เป็นทุกกฏ ใช้ให้ซักผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน เป็นอาบัติทุกกฎ
ภิกษุใช้ให้ซัก ย้อม หรือทุบจีวรใหม่ หรือบริขารอื่น นอกจากจีวร หรือเขาทำเอง
ภิกษุไม่ได้ใช้ ไม่เป็นอาบัติ
Continue reading →
คำว่า ไม่ใช่ปวารณา คือ คนที่มิได้ออกปากบอกภิกษุให้ขอว่า “ถ้าพระคุณเจ้า ประสงค์
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง พึงขอจากข้าพเจ้า”
คำว่า จีวร ในที่นี้ หมายถึง ไตรจีวร (คือ ทั้ง ๓ ผืน ได้แก่ จีวร สบง และสังฆาฏิ)
ภิกษุขอต่อคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา ต้องทุกกฏ ทุกครั้งที่ขอ ได้มา เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
สิกขาบทนี้เป็นอจิตตกะ ต้องด้วยอาการ ๓ อย่าง เรียกว่า ติกปาจิตตีย์ คือ
๑. ถ้าเขามิใช่ญาติ รู้อยู่ว่ามิใช่ญาติ
๒. ถ้าเขามิใช่ญาติ แต่สงสัยว่าเป็นญาติ ภิกษุขอได้มาเป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์
๓. ถ้าเขามิใช่ญาติ แต่เข้าใจว่าเป็นญาติ
ถ้าเขาเป็นญาติ แต่เข้าใจหรือสงสัยว่าไม่ใช่ญาติ ขอได้มา เป็นทุกกฏ
ภิกษุผู้เป็นอาทิกัมมิกะในสิกขาบทนี้ คือ พระอุปนันทศากยบุตร
๗. ในสมัยเช่นนั้น จะขอเขาได้ก็เพียงผ้านุ่งผ้าห่มเท่านั้น ถ้าขอเกินกว่านั้น ได้มา
ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์
Continue reading →